ชุมชนดั้งเดิม

             ที่ราบลุ่มริมแม่น้ำยมและที่ลาดเชิงเทือกพระศรี เขาใหญ่ เขาสุวรรณคีรี เขาพนมเพลิง เป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน เนื่องจากมีแม่น้ำ และภูเขาเป็นปราการล้อมรอบ ไม่เฉพาะทำเลที่ตั้งเท่านั้น แต่ความอุดมสมบูรณ์จากแม่น้ำยม และคลองเล็กคลองน้อย ที่ไหลเชื่อมโยงในพื้นที่ดังกล่าว จึงทำให้มีชุมชนก่อตัวขึ้นบริเวณนี้ตลอดมา

สมัยหินใหม่

         
สมัยที่มนุษย์รู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์พบหลักฐานตามที่ต่าง ๆ เช่น ขวานหินขัดพบที่บ้านท่าชัย ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย และในตัวเมืองโบราณศรีสัชนาลัย อำเภอศรีนคร พบขวานหินขัด และลูกปัดหินบริเวณเขาเขน เขากา ห่างจากเมืองศรีสัชนาลัยประมาณ ๑๕ กิโลเมตร
วัดเขาสุวรรณคีรี
 
ก่อนสมัยสุโขทัย

          มีหลักฐานเอกสารโบราณของไทยและจีนประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ได้กล่าวถึงเองโบราณแห่งหนึ่งอยู่ระหว่างบริเวณแถบเมืองสุโขทัย โดยเอกสารจีนโบราณราชวงศ์ซุ่ง เรียกว่า เมืองเฉิงเหลียง พงศาวดารโยนก เรียกว่า แดนเฉลี่ยง สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงเมืองเชลียงหรือเมืองศรีสัชนาลัยนั่นเอง
 

โครงกระดูกพบที่วัดชมชื่น

           เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ - ๒๕๓๗ ได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาพัฒนาการของชุมชนเมืองเชลียงบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดชมชื่น และวัดเจ้าจันทร์ ผลการขุดค้นพบว่ามีชุมชนเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๙ เป็นต้นมา และได้พบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน ๑๒ โครง พร้อมลูกปัดแด้ว และแท่งดินเผารูปสี่เหลี่ยมปลายเรียวทั้ง ๒ ข้าง กำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒ และต่อมาพัฒนาการเป็นชุมชน หรือเมืองร่วมสมัยทวารวดี พบหลักฐานโบราณสถานก่ออิฐขนาดใหญ่อยู่ ๒ ช่วง ก่อนที่จะถึงชั้นสุโขทัย จากการกำหนดอายุถ่านโดยวิธี C14 ได้อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๖ ถัดจากชั้นนี้ขึ้นไปเป็นชั้นวัฒนธรรมร่วมสมัยลพบุรี แต่ยังนิยมใช้อิฐ เป็นวัสดุในการก่อสร้าง และพบร่วมกับกระเบื้องเชิงชายดินเผาทำเป็นรูปนางอัปสรและเทวดา กระเบื้องกาบู ที่นิยมในศิลปะขอมสมัยบายน หลักฐานที่พลเหล่านี้น่าจะร่วมสมัยกับซุ้มประตูวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ซึ่งเป็นภาพสลักหินศิลาแลงและประดับปูนปั้นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๔ ด้าน รูปเทพธิดา และนางอัปสรกำลังร่ายรำเทียบได้กับศิลปะขอมสมัยบายน (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘)
 
แท่งดินเผาขัดตัวจากวัดชมชื่น ตุ้มถ่วงแหดินเผาจากวัดชมชื่น
 
ศรีสัชนาลัยสมัยสุโขทัย
          เมืองศรีสัชนาลัยในสมัยสุโขทัยนั้นกำหนดช่วงระยะเวลาที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ขึ้นปกครองและสถาปนาให้สุโขทัยเป็นราชธานี ก่อนช่วงเวลาพ่อขุนศรีอินทราทิตย์จะเป็นกษัตรย์ปกครองสุโขทัยนั้น มีเหตุการณ์ที่ปรากฏในศิลาจารึก ตำนาน และพงศาวดาร ยืนยันว่าปรากฏมีเมืองโบราณ ๒ เมือง ในลุ่มน้ำยมอยู่ก่อนแล้ว คือ เมืองสุโขทัยกับเมืองศรีสัชนาลัย พระมหากษัตริย์ไทยองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพ่อขุนศรีนาวนำถม ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์ผาเมือง เคยเป็นเจ้าเมืองเชลียงก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ที่สุโขทัย เมื่อพ่อขุนศรีนาวนำถมสิ้นพระชนม์ ขอมสบาดโขลญลำพงใช้กำลังยึดทั้งเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัย ต่อมาพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด โอรสพ่อชุนศรีนาวนำถมร่วมกับพ่อขุนบางกลางหาว ได้ยึดเมืองทั้งสองกลับมาได้ จนในที่สุดพ่อขุนบางกลางหาวได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองสุโขทัย โดยมีพระนามว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์
          ต่อมาพ่อขุนศรีอินทราทิตย์คงจะได้ส่งพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระองค์คือพ่อขุนบาลเมืองไปครองเมืองศรีสัชนาลัยต่อ เมื่อพ่อขุนบาลเมืองขึ้นครองราชย์ที่สุโขทัยแล้ว พ่อขุนรามคำแหงก็คงจะได้ปกครองเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของคำว่าเมืองลูกหลวง
 
วัดช้างล้อม
 

 
วัดเจดีย์เจ็ดแถว
         เมื่อพ่อขุนรามคำแหงได้เสด็จขึ้นเสวยราชย์เป็นกษัตริย์ครองสุโขทัยแล้ว พระองค์พัฒนาฟื้นฟูบูรณะบ้านเมืองทั้งในด้านเศรษกิจ และสังคม การเมืองการปกครอง การศาสนา และศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะการทำภาชนะดินเผา ส่วนด้านศาสนาพระองค์ได้ขุดพระธาตุขึ้นมาสมโภช และได้ก่อสร้างพระบรมธาตุขึ้นพร้อมทั้งก่อกำแพงล้อมรอบกลางเมืองศรีสัชนาลัย

เมื่อพระยาเลอไทได้ทรงเป็นกษัตริย์ครองสุโขทัย พระยาลิไททรงเป็นอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัย ต่อมาจนกระทั่งปี พ.ศ. ๑๘๙๙ เมื่อพระยาเลอไทสวรรคต พระยาลิไทได้เสด็จนำพลจากเมืองศรีสัชนาลัยไปยึดอำนาจที่สุโขทัยได้ และเสวยราชย์เป็นกษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย

          พระยาลิไท ทรงเป็นทั้งนักปกครองและนักปราชญ์ ปรากฏหลักฐานว่าขณะที่ทรงดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราชอยู่ที่เมืองศรีสัชนาลัยนั้นได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือชื่อไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือที่สะท้อนถึงความคิดเกี่ยวกับภพภูมิต่าง ๆ เมื่อเสวยราชย์ที่กรุงสุโขทัยแล้วก็ได้เสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุจากพระราชกรณียกิจและพระจริยวัตรดังกล่าว พระองค์จึงได้มีพระนามว่า พระมหาธรรมราชา

         นับเวลาเริ่มต้นตั้งแต่พระมหาธรรมราชา (ลิไท) ทรงเป็นพระอุปราชที่เมืองศรีสัชนาลัย จนกระทั่งทรงเป็นกษัตริย์ครองกรุงสุโขทัยจนตลอดรัชกาล พระองค์ได้โปรดให้ก่อสร้างศาสนสถานขึ้นไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เมืองศรีสัชนาลัยในปัจจุบันนี้ยังคงปรากฏหลักฐานที่เป็นโบราณสถานซึ่งก่อสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ในรัชสมัยของพระองค์อยู่เป็นจำนวนมาก

          เมืองศรีสัชนาลัยคงดำรงความเป็นเมืองลูกหลวงของสุโขทัยต่อมาอีกหลายชั่วกษัตริย์ แม้เมื่อกรุงสุโขทัยตกอยู่ภายใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาในช่วงต้น ๆ ของการเสียอิสรภาพ เชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์แห่งราชวงศ์พระร่วงก็คงได้รับเกียรติยศปกครองดูแลเมืองศรีสัชนาลัยอยู่ตามเดิม จนมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา

 
เมืองศรีสัชนาลัยหรือสวรรคโลกในสมัยกรุงศรีอยุธยา
          เหตุการณ์ทางการเมืองที่ผันแปรของเมืองศรีสัชนาลัยหรือสวรรคโลก เริ่มในสมัยพระยาลิไท เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงขยายอำนาจขึ้นมารทางเหนือและยึดเมืองพิษณุโลก เมืองพิษณุโลกถือว่าเป็นเมืองที่ขึ้นอยู่กับสุโขทัยอยู่แล้วในรัชสมัยพระยาลิไท เหตุการณ์เช่นนี้เริ่มส่อแสดงให้เห็นว่าสุโขทัยเริ่มมีปัญหากับกรุงศรีอยุธยาแล้ว ถึงแม้ว่าต่อมาจะได้เมืองพิษณุโลกกลับคืนมา แต่ก็ด้วยเหตุผลที่พระยาลิไททรงผนวช และบิณฑบาตขอคืนเมืองพิษณุโลก และได้ถวายบรรณาการให้กับกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมากในสายตากรุงศรีอยุธยาก็คงเห็นถึงความไม่เข้มแข็งของสุโขทัยแล้ว และด้วยพระองค์ทรงผนวชและใฝ่ธรรมะนี้เอง พระนามของพระองค์ก็เปลี่ยนมาเป็นพระมหาธรรมราชา (ลิไท) ที่ ๑
          ในปี พ.ศ. ๑๙๖๒ ได้เกิดจลาจลที่เมืองสุโขทัย เนื่องจากพระยาบาลกับพระยารามโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ ๓ ได้แย่งชิงราชสมบัติกัน สมเด็จพระนครินทราชาธิราชเสด็จไประงับจลาจล ให้พระยาบาลครองเมืองพิษณุโลกและทรงสถาปนาเป็นพระมหาธรรมราชาที่ ๔ และให้พระยารามครองเมืองสุโขทัย
         เมืองศรีสัชนาลัยหรือสวรรคโลกในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีเหตุการณ์ศึกสงครามระหว่างล้านนากับกรุงศรีอยุธยา โดยมีเป้าหมายการแย่งชิงเมืองสวรรคโลก จึงมีการแต่งวรรณคดีเรื่องลิลิตยวนพ่าย เป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่สามารถชนะพระเจ้าติโลกราช แห่งเชียงใหม่ หลังจากที่เมืองสวรรคโลกถูกเจ้าติโลกราบยึดครองอยู่ถึง ๑๔ ปี (พ.ศ. ๒๐๐๓ - ๒๐๑๗) มูลเหตุที่เกิดสงครามเนื่องจากเจ้านายราชวงศ์พระร่วงพระองค์หนึ่ง คือพระยายุธิษเฐียรไม่พอใจสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่มิให้ปกครองเมืองพิษณุโลก ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระราชวงศ์พระร่วงที่จะได้ดูแลเมืองสุโขทัยศรีสัชนาลัย หรือสวรรคโลกด้วย
         สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคต พ.ศ. ๒๐๓๑ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ ครองราชสมบัติต่อ เมืองสวรรคโลกก็ปกครองโดยเจ้านายท้องถิ่นและเมืองมีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นโท ในสมัยสมเด็จพระมหาจักพรรดิมีการบันทึกว่า มีเชื้อพระวงศ์เป็นเจ้าเขมรปกครองสวรรคโลกและเมืองสวรรคโลกยังคงเป็นเมืองสำคัญของอยุธยา
         ในปี พ.ศ. ๒๑๒๗ สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับพม่า พระยาพิชัยกับพระยาสวรรคโลกเมื่อทราบดังนี้ก็คิดว่าสมเด็จพระนเรศวรมีกำลังน้อยกว่าจึงไม่ยอมเข้าร่วมด้วย ดังนั้นพระยาพิชัยจึงอพยพผู้คนมาตั้งมั่นไว้ที่เมืองสวรรคโลก สมเด็จพระนเรศวรจึงยกกองทัพมาปราบเมื่อปราบได้ ทรงกวาดต้อนผู้คนมาไว้ที่พิษณุโลก
         ปี พ.ศ. ๒๒๐๓ สมัยสมเด็จพระนารายณ์ทรงยกกองทัพไปช่วยทางเชียงใหม่ในการทำศึกกับจีนฮ่อ ได้เสด็จประทับหัวเมืองตามรายทางรวมทั้งเมืองสวรรคโลกด้วย ในสมัยพระเพทราชา ได้จับช้างเผือกได้ในป่าแขวงเมืองสวรรคโลก พ.ศ. ๒๒๓๓ ในแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ. ๒๒๗๕ พระองค์ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดบางแห่งในเมืองสวรรคโลกโดยเฉพาะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองเชลียง สมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พ.ศ. ๒๓๐๑ - ๒๓๑๐ กองทัพพม่าได้ยกมาตีกรุงศรีอยุธยาเมืองปี พ.ศ. ๒๓๐๘ และยึดหัวเมืองทางเหนือได้ ต่อมาก็ยกกองทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ เมืองสวรรคโลกก็คงถูกทิ้งร้างไป และย้ายที่ตั้งเมืองใหม่ มาที่บ้านท่าชัย และต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านวังไม้ขอนในสมัยรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันคืออำเภอสวรรคโลก
 


 

เมืองศรีสัชนาลัย

 
ศาสนาและวัฒนธรรม

ครั้งสุโขทัยเป็นเมืองหลวงของแคว้นสุโขทัยนั้น เมืองศรีสัชนาลัยก็ยังคงความสำคัญมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงเอก พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วงแทบทุกพระองค์ ทรงเคยดำรงตำแหน่งพระยุพราช ครองเมืองศรีสัชนาลัยมาก่อน ดังนั้นบทบาทในทางการเมือง การปกครอง ของแคว้นสุโขทัย จึงต้องเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางด้านการปกครองของศรีสัชนาลัย จากหลักฐานโบราณสถานโบราณวัตถุที่ปรากฏอยู่บ่งบอกว่า ก่อนหน้าพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จะแพร่เข้ามาได้ปรากฏร่องรอยของศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธลัทธิมหายานอยู่ก่อนแล้ว ดังจะเห็นได้จากหลักฐานวัดเจ้าจันทร์ และวัดศรีรัตนมหาธาตุเชลียง เป็นต้น

           ในช่วงพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ได้แพร่เข้ามาสู่อาณาจักรสุโขทัยนั้น พุทธศาสนาลัทธินี้ได้เข้ามาตั้งมั่นและมีอิทธิพลต่อประชาชนในเมืองศรีสัชนาลัย ดังปรากฏหลักฐานได้มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นหลายแห่ง ทั้งในเขตกำแพงเมืองและภายนอกโดยมีวัดไม่น้อยกว่า ๒๐๐ วัด นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานว่าพระมหาธรรมราชาลิไทได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือไตรภูมิพระร่วงที่เมืองศรีสัชนาลัยในขณะดำรงพระยศเป็นพระยุพราช และจากศิลาจารึกระบุว่า ในตอนปลายของสมัยสุโขทัยได้มีการปฏิรูปพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ที่เมืองนี้

          ทางด้านประเพณี ปรากฏหลักฐานชี้ชัดว่าในเมืองศรีสัชนาลัยได้มีการประกอบพิธีบูชากูณฑ์ (บูชาไฟ) พิธีไหว้พระพุทธบาท พิธีนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ฯลฯ

          ทางด้านศิลปสถาปัตยกรรม ปรากฏว่าประชาชนชาวเมืองศรีสัชนาลัยได้ใช้ความรู้ความสามารถในการขุดตัดเอาศิลาแลงในธรรมชาติมาใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้างศาสนสถานและถาวรวัตถุอื่น ๆ รวมทั้งเป็นวัตถุหลักในการสร้างประติมากรรม นอกจากนี้ลายปูนปั้นซึ่งประดับอยู่ตามโบราณวัตถุและโบราณสถานต่าง ๆ ตามศาสนาสถานบริเวณเมืองศรีสัชนาลัยมีความสวยงาม ประณีต แสดงความก้าวหน้าทางศิลปกรรมอันเป็นแบบแผนของคนไทยมาโดยตลอด
ลวดลายปูนปั้นที่เสาวิหารน้อยวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง

ลวดลายปูนปั้นที่ซุ้มเฟื้องประตูวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง

ลวดลายปูนปั้นรูปหน้ากาลที่ซุ้มเฟื้องประตูวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง
   
 
หน้าแรก | ประวัติและความเป็นมา | โบราณสถานที่สำคัญ | แหล่งเตาเผาสังคโลก | คำจำกัดความ | คลังรูปภาพ | สมุดเยี่ยมชม | หนังสืออ้างอิง
เพื่อการชมที่สมบูรณ์ กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด 800 x 600
สงวนลิขสิทธิ์ในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดย The Fine Arts Department
ห้ามลอกเลียน ไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดนอกจากจะได้รับอนุญาต
พัฒนาโดย บริษัท ดลบันดาล จำกัด ( www.artofthai.com )
60/1 อาคารมนริริน ตึก B ชั้น 3 ห้อง 301/A พหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) สามเสนใน พญาไท กรุงเทพ 10400
โทร. 0 2278 3361 โทรสาร. 0 2615 4973 e-mail : info@artofthai.com