แหล่งเตาเผาสังคโลกที่สำคัญตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำยมทางตอนเหนือของเมืองศรีสัชนาลัยในเขตการปกครองของตำบลหนองอ้อ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันสำรวจพบประมาณ 200 เตา แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มเตาบ้านป่ายาง , กลุ่มเตาบ้านเกาะน้อยและกลุ่มเตาวัดดอนลาน
          เครื่องสังคโลก หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่ง ผิวห่อหุ้มด้วยน้ำยาเคลือบสีต่างๆ อันหมายถึงสิ่งของที่ผลิตขึ้นโดยการนำดิน หิน ทรายและแร่ธาตุต่างๆ มาผสมกับน้ำ ปั้นตามรูปร่างที่ต้องการแล้วนำไปเผาให้แข็งตัว ได้แก่ ภาชนะประเภทต่างๆ รวมไปถึงรูปปั้น , ตุ๊กตา , อิฐ , กระเบื้องและลวดลายประดับสถาปัตยกรรมด้วย
การวางภาชนะภายในเตาระบายความร้อนแนวนอนชนิดขุด
          เครื่องสังคโลกจากเตาเมืองศรีสัขนาลัยมีระยะเวลาในการผลิตในราว 200 - 250 ปี ( ช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 - ต้นพุทธศตวรรษที่ 22 ) และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งไม่เพียงแต่ขายภายในประเทศ ดังที่ได้พบสังคโลกเป็นจำนวนมากตามแหล่งโบราณคดีต่างๆทั่วประเทศเท่านั้น แต่การพบสังคโลกตามแหล่งเรืออับปางต่างๆ ในอ่าวไทย เช่น เรือคราม , เรือพัทยา , เรือประแสร์ และในแหล่งโบราณคดีในต่างประเทศ เช่น ที่ Santa Ana , Calatagan ประเทศฟิลิปปินส์ และ Indragiri , Djambi ประเทศอินโดนีเซีย ก็เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าเครื่องสังคโลกเป็นสินค้าสำคัญที่ส่งออกไปขายยังต่างแดน ตลาดการค้าที่สำคัญ คือ หมู่เกาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวญี่ปุ่นนั้นให้ความนิยมเครื่องสังคโลกเป็นอย่างมาก นำไปใช้ในพิธีกรรมสำคัญ เช่น พิธีชงชา และมีชื่อเรียกเฉพาะเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า "ซังโกโรกุ"
แผนผังเตาระบายความร้อนแนวนอนชนิดขุด
(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

เตาระบายความร้อนแนวนอนชนิดขุด
          เตาเมืองศรีสัชนาลัยมีพัฒนาการในระยะแรกเป็นเตาใต้ดินที่ใช้วิธีขุดเข้าไปในเนินดินและใช้ดินเหนียวยาผนัง ซึ่งหลังจากเผาผลิตภัณฑ์ไปหลายๆครั้งผนังเตาที่ยาดินเหนียวก็จะเริ่มแข็งตัวเป็นชั้นในที่สุด และในเวลาต่อมาก็มีการพัฒนาเป็นการก่อเตาบนพื้นดินด้วยดินเหนียวและอิฐในที่สุด รูปแบบของเตามี 2 ชนิด คือ
        - เตาประทุนหรือเตาระบายความร้อนผ่านแนวนอน ( Crossdraft Kiln )
          มีลักษณะเป็นเตาก่อทึบรูปร่างรี พื้นลาดเอียงประมาณ 12 - 13 องศา โครงสร้างเตาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตอนหน้าของเตามักเป็นรูปเกือกม้าหรือครึ่งวงกลม มีระดับต่ำที่สุดเป็นห้องใส่ไฟสำหรับใส่เชื้อเพลิงในการเผา ตอนกลางยกพื้นสูงเป็นคันกั้นไฟ ถัดไปเป็นห้องบรรจุภาชนะ เป็นส่วนที่มีขนาดกว้างที่สุดของเตา มักโรยพื้นด้วยทรายหยาบ ตอนท้ายเตาจะมีปล่องไฟรูปวงกลมสำหรับระบายควัน เตาลักษณะนี้เมื่อเผาภาชนะความร้อนจากห้องใส่ไฟจะถูกบังคับให้ไหลตามแนวนอนผ่านห้องบรรจุภาชนะเพื่อออกไปยังปล่องไฟ ทำให้เกิดการไหลเวียนของอากาศภายในเตา จึงสามารถให้ความร้อนได้ถึง 1,300 องศาเซลเซียส
 



 

เตาระบายความร้อนแนวนอนชนิดก่ออิฐบนดิน

แผนผังเตาระบายความร้อนแนวนอนชนิดก่ออิฐบนดิน (คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
 
          - เตาตะกรับหรือเตาระบายความร้อนผ่านแนวตั้ง ( Updraft Kiln )
          มีลักษณะเป็นเตาขนาดเล็กทรงกระบอกคล้ายเตาอั้งโล่ทรงกลมหรือสี่เหลี่ยม โครงสร้างเตาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนล่างสุดเป็นห้องใส่ไฟ มีแผ่นดินเหนียวเจาะรูเล็กๆ คล้ายรังผึ้งกั้นส่วนบนที่เป็นห้องบรรจุภาชนะ เมื่อจุดไฟความร้อนก็จะไหลขึ้นสู่ด้านบนตามธรรมชาติ ทำให้สามารถให้ความร้อนได้เพียง 900 องศาเซลเซียส จึงสันนิษฐานว่าน่าจะใช้ในการผลิตกระเบื้องมุงหลังคามากกว่าผลิตภาชนะต่างๆ เนื่องกระเบื้องมุงหลังคาไม่ต้องการความร้อนในการเผามากนัก
          ลักษณะการจัดเรียงภาชนะภายในเตานั้นมีทั้งการวางภาชนะขนาดใหญ่สลับกับขนาดเล็กลงบนพื้นห้องบรรจุภาขนะ , การใช้กี๋ท่อรองฐานภาชนะเพียงอย่างเดียวและการใช่กี๋ท่อรองฐานภาชนะใบล่างสุดแล้วใช้กี๋งบน้ำอ้อยรองรับภาชนะใบถัดมา
 
เตาระบายความร้อนผ่านแนวตั้ง (คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่) เตา 2 ชนิด
 

เทคนิคการผลิตเครื่องสังคโลก

การผลิตเครื่องสังคโลกมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
 
1. การเตรียมวัตถุดิบ
          วัตถุดิบหลักที่ใช้ได้แก่ ดินเหนียว ( Clay ) แต่เนื่องจากการใช้ดินเหนียวเพียงอย่างเดียวจะทำให้มีความเหนียวมากเกินไป ถึงแม้จะปั้นได้ดี แต่จะเกิดการหดตัวมาก เมื่อเผาแล้วจะทำให้บิดเบี้ยวเสียรูปทรง จึงต้องการแก้ปัญหาโดยการผสมดินขาว ( Kaolin )และดินเชื้อ ( Filler ) ลงไปเพื่อช่วยลดความเหนียวขมองดินและช่วยในการถ่ายเทอากาศ ทำให้เนื้อภาชนะมีความแข็งแกร่งขึ้น จากนั้นจึงนำดินที่ผสมมาล้างทำความสะอาด แช่ดินไว้ในถังเกรอะประมาณ 3 วัน ตักเอาส่วนเนื้อดินละเอียดมาตากให้แห้ง เติมน้ำลงไปแล้วเริ่มนวดดินให้ส่วนผสมต่างๆกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อไล่ฟองอากาศออกจากเนื้อดิน เพราะหากมีฟองอากาศอยู่มากจะทำให้เนื้อภาชนะร้าวเวลาเผา
 
2. การปั้นขึ้นรูป
          แป้นหมุนสามารถทำอย่างง่ายๆได้ โดยใช้ล้อเกวียนต่อดุมล้อให้ยาว เพื่อปักลงในดินเป็นตัวแป้นหมุน แล้วเอาไม้กระดานเจาะรูสวมด้านบนเป็นตัวแป้นรองภาชนะ สามารถขึ้นรูปภาชนะโดยปั้นขึ้นรูปบนแป้นรองภาชนะ แล้วหมุนแป้นหมุน เพื่อนำแรงไปหมุนตัวแป้นรองภาชนะ เมื่อได้รูปทรงภาชนะที่ต้องการแล้ว จะเอาภาชนะออกจากแป้นหมุนด้วยการใช้ลวดเส้นบางๆหรือมีดตัดออกในขณะที่แป้นยังหมุนอยู่
          สำหรับในกรณีของกระเบื้องมุงหลังคาและประติมากรรมประดับอาคารบางชนิด อาจใช้วิธีขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์เพื่อความสะดวกรวดเร็ว โดยแกะสลักแม่พิมพ์ขึ้นจากไม้หรือหินให้มีรูปร่างตามที่ต้องการ แล้วนำดินอัดเข้าไปในพิมพ์ ทุบดินให้แน่นเพื่อให้ผิวเรียบและมีความสม่ำเสมอ ส่วนการปั้นตุ๊กตาต่างๆนั้น สามารถใช้มือปั้นขึ้นรูปได้เลย

โบราณวัตถุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง
 
3. การตกแต่งผิว
          เครื่องสังคโลกจากแหล่งเตาเมืองศรีสัชนาลัยมีวิธีการตกแต่ง ผิวดังนี้
          - การกดประทับ ( Stamping ) วิธีนี้มักจะใช้แม่พิมพ์เป็นไม้แกะสลักลวดลายต่างๆ หรือไม้พันเชือก ตีหรือกดลงไปบนผิวภาชนะเพื่อให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายเส้นคลื่น , ลายฟันปลาซี่เล็ก ๆ และ ลายจุดไข่ปลา เป็นต้น การตกแต่งลวดลายด้วยวิธีกดประทับนี้ นิยมทำบริเวณส่วนไหล่และลำตัวของภาชนะ
          - การขูดขีด ( Engraving ) วิธีนี้ทำโดยใช้ไม้หรือโลหะปลายแหลม ขูดขีดลงไปบนผิวภาชนะที่ขึ้นรูปเรียบร้อยแล้ว ร่องบนผิวภาชนะที่เกิดจากการตกแต่งด้วยวีธีนี้จะมีรูปด้านตัดเป็นรูปตัววี ( V )
          - การขุด ( Excising ) ทำโดยใช้ไม้หรือโลหะปลายมนตักเนื้อดินออกเป็นร่องตามลวดลายที่ต้องการ โดยต้องทำหลังจากที่ขึ้นรูปเรียบร้อย วิธีนี้แตกต่างจากการขูดขีด ( Engraving ) คือ ภาพด้านตัดของร่องบนผิวภาชนะจะเป็นรูปตัวยู ( U ) ในขณะที่การขูดขีดจะได้ร่องที่เป็นรูปตัววี ( V )

          - การเคลือบ ( Glazing ) พบทั้งที่เคลือบเฉพาะผิวนอกของภาชนะและเคลือบทั้งด้านและด้านนอก วิธีนี้ทำได้โดยเผาภาชนะให้สุกก่อนครั้งหนึ่ง แล้วจึงนำไปชุบน้ำยาเคลือบซึ่งมีส่วนผสมของซิลิกา ( Silica ) แล้วนำไปเผาอีกครั้งหนึ่ง ก็จะได้ภาชนะดินเผาเคลือบใส ในกรณีที่ต้องการเคลือบด้วยสีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สีขาวก็จะใช้วิธีเติมออกไซด์ ( สนิม )ของโลหะ ลงไปในส่วนผสมของน้ำเคลือบก็จะได้สีต่าง ๆ ตามที่ต้องการ โดยสนิมของโลหะแต่ละชนิดจะให้สีที่ต่างกัน เช่น
          สีเขียวได้จากออกไซด์ของโครเมียม ทองแดง
          สีน้ำตาลได้จากออกไซด์ของโคบอลต์ นิกเกิล
          สีขาวขุ่นได้จากออกไซด์ของดีบุก สังกะสี
          สีเหลืองอมเขียวได้จากออกไซด์ของยูเรเนียม เป็นต้น

โบราณวัตถุวัดยายตา

          - การเขียนสีใต้เคลือบ ทำเมื่อขึ้นรูปภาชนะเสร็จแล้วขณะที่ภาชนะกำลังหมาดจึงเขียนสีลงไปบนผิวภาชนะแล้วจึงนำไปเผาหรือเคลือบต่อไป
          - การเขียนสีบนเคลือบ วิธีนี้ทำหลังจากเคลือบภาชนะเรียบร้อยแล้ว จึงเขียนลวดลายที่ต้องการลงบนภาชนะ แล้วทิ้งไว้ให้แห้งก็นำไปใช้ได้ แต่การตกแต่งผิวภาชนะด้วยวิธีนี้ สีที่อยู่บนผิวภาชนะมักจะหลุดลอกออกไปเกือบหมดแล้ว
          - - การแต่งเติมดิน ( Applique ) ทำโดยขึ้นรูปภาชนะเสียก่อน แล้วนำลายที่ปั้นเอาไว้มาติดเข้ากับภาชนะในตำแหน่งที่ต้องการ วิธีนี้มักใช้ในการทำหูภาชนะหรือตกแต่งลายนูนสูงบนผิวภาชนะ เช่น ตัว " อุ "


โบราณวัตถุเตา42
4. การเผา
          เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา โดยทั่วไปแล้วการเผาเครื่องปั้นดินเผาจะต้องทำ 2 ครั้ง ครั้งแรกเรียกว่าการ " เผาดิบ " ทำหลังจากที่ปั้นขึ้นรูปภาชนะเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาจนำไปใช้ได้เลย หรือนำไปชุบน้ำเคลือบแล้วเผาอีกครั้ง ซึ่งเรียกว่า " เผาเคลือบ " แต่เครื่องสังคโลกจากเตาเมืองศรีสัชนาลัยจะทำโดยการเผาเพียงครั้งเดียว ไม่มีการเผาดิบในครั้งแรก ดังจะเห็นได้จากการพบผลิตภัณฑ์ที่มีตำหนิปริมาณมากในบริเวณเตาเผา
 
 
หน้าแรก | ประวัติและความเป็นมา | โบราณสถานที่สำคัญ | แหล่งเตาเผาสังคโลก | คำจำกัดความ | คลังรูปภาพ | สมุดเยี่ยมชม | หนังสืออ้างอิง
เพื่อการชมที่สมบูรณ์ กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด 800 x 600
สงวนลิขสิทธิ์ในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดย The Fine Arts Department
ห้ามลอกเลียน ไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดนอกจากจะได้รับอนุญาต
พัฒนาโดย บริษัท ดลบันดาล จำกัด ( www.artofthai.com )
60/1 อาคารมนริริน ตึก B ชั้น 3 ห้อง 301/A พหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) สามเสนใน พญาไท กรุงเทพ 10400
โทร. 0 2278 3361 โทรสาร. 0 2615 4973 e-mail : info@artofthai.com